ม.อ.ลุยประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ 'สงขลา-ปัตตานี' เผยคนเห็นต่างคุยกันได้ หวังแก้ปมขัดแย้ง

ม.อ.ลุยจัดทำ SEA หรือ โครงการการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เชิงพื้นที่สงขลา-ปัตตานี วิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมอย่างสมดุล สงขลา-จะนะ-ปัตตานี เชื่อมโยงกันทางทะเล ชายฝั่ง สังคมและวัฒนธรรม เป็นกระบวนการทำแผนพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คนเห็นต่างคุยกันได้ รับรู้ข้อมูลเท่ากันผ่านกระบวนการ เชื่อเป็นเครื่องมือแก้ไขความขัดแย้งด้านการพัฒนาได้

 

ม.อ.ลุยจัดทำ SEA เชิงพื้นที่สงขลา-ปัตตานี เครื่องมือแก้ไขความขัดแย้งด้านเมกะโปรเจ็กต์

   ระหว่าง 27 – 29 พฤษภาคม 2566 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.)ได้จัดประชุมระดมความคิดเห็น โครงการการจัดทำการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) (เวทีที่ 6-8) สำหรับแผนแม่บทการพัฒนาเชิงพื้นที่ของจังหวัดสงขลาและปัตตานี ณ คณะวิทยาการสื่อสาร ม.อ.วิทยาเขตปัตตานีครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 จากทั้งหมด 8 ครั้ง ซึ่ง ม.อ.ได้รับการว่าจ้างจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระยะเวลา 18 เดือน เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 ที่ผ่านมาโดยทั้ง 3 วันมีผู้เข้าร่วมคนละกลุ่มกัน ในเวทีแบ่งออกเป็น 2 ช่วง ได้แก่ 1) ช่วงนำเสนอทิศทางการพัฒนาของพื้นที่ ข้อมูลพื้นฐานและทุนทางทรัพยากร จากนั้นเป็นการระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับข้อมูล ทุนทรัพยากรในพื้นที่และทิศทางการพัฒนาที่ต้องการ 2) นำเสนอร่างกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียและบทบาทที่เกี่ยวข้องกับแผนแม่บทฯ โดยให้ระบุกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียและบทบาทความเกี่ยวข้องกับแผนแม่บทฯ

วิเคราะห์ผลกระทบเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมอย่างสมดุล 

     สินาด ตรีวรรณไชย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายบริหารและยุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เปิดเผยว่า การจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ด้วยขั้นตอน SEA คือการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ เป็นกระบวนการที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมไปด้วยกันอย่างสมดุล “ไม่ใช่การวางแผนการพัฒนาเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ส่วนด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจะมีปัญหาก็ช่างมัน เป็นกระบวนการพัฒนาที่คำนึงถึงความสมดุลตั้งแต่แรก”สินาด กล่าวว่า กระบวนการ SEA ต่างจากการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA และการวิเคราะห์ผลกระทบทางสุขภาพหรือ EHIA เพราะ SEA เป็นขั้นตอนการประเมินระดับแผนพัฒนา ส่วน EIA และ EHIA เป็นการประเมินผลกระทบระดับโครงการ

สงขลา-จะนะ-ปัตตานี เชื่อมโยงกันทางทะเล ชายฝั่ง สังคมและวัฒนธรรม   

    สินาด กล่าวว่า การทำ SEA ที่เน้นพื้นที่ จ.สงขลาและปัตตานี มาจากข้อเรียกร้องของประชาชนใน อ.จะนะ ในกรณีการคัดค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อ 14 ธันวาคม 2564 ที่อยากให้การพัฒนาในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งในระดับจังหวัดได้ทำ SEA ก่อนเพื่อดูความเหมาะสมของการพัฒนาพื้นที่ว่าเป็นอย่างไร “ถ้าทำเฉพาะพื้นที่ อ.จะนะ จะไม่เห็นภาพใหญ่ในการพัฒนาและไม่เห็นลักษณะแผนพัฒนาที่สามารถเชื่อมโยงกัน ทำให้มองภาพรวมการพัฒนาได้ไม่ชัดเจน สภาพัฒน์จึงให้ทำ SEA ที่ครอบคลุมพื้นที่ใหญ่ขึ้น เนื่องจาก อ.จะนะ จ.สงขลา มีความเชื่อมโยงกันทั้งทางทะเลและชายฝั่งกับ จ.ปัตตานี รวมถึงด้านสังคมและวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นการทำเป็นแผนทั้ง 2 จังหวัดด้วยกันพอจะทำได้ในระยะเวลาอันสั้น” สินาด กล่าวว่า ที่ผ่านมามีคนเสนอให้ทำ SEA ทั้ง 5 จังหวัดหรือ 3 จังหวัดบวกสงขลา-สตูล ถ้าทำจะใช้ระยะเวลานานมากๆ 

กระบวนการทำแผนพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

    สำหรับเวทีครั้งที่ 1 จัดไปแล้วที่สงขลาและปัตตานีเป็นเวทีปฐมนิเทศ และมีการระดมความคิดเห็นเบื้องต้นว่าพื้นที่นี้มีศักยภาพ ปัญหาและอยากเห็นภาพอนาคตอย่างไร ส่วนครั้งนี้ 2 ทีมผู้ศึกษาได้ประมวลความเห็นและศึกษาข้อมูลพื้นฐาน แหล่งทรัพยากรและทบทวนประเด็นสำคัญๆ จากแผนพัฒนาระดับต่างๆ มาให้ผู้มีส่วนได้เสียได้ร่วมกันคิดต่อว่า เป้าหมายการพัฒนาที่เราอยากเห็นคืออะไรเวทีครั้งต่อไปจะมีการระดมความคิดเห็นและนำร่างเนื้อหามาย้อนถามในเวที แล้วระดมความคิดเห็นในประเด็นใหม่แล้วร่างเนื้อหาแบบต่อเนื่องกัน ในขั้นตอนหลังๆ จะเป็นการวางเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ในแนวทางต่างๆ ให้เลือก“ปกติมักระบุการพัฒนาเป็นแนวทางเดียวว่าเห็นด้วยหรือไม่ แต่กระบวนการ SEA ไม่ได้มีทางเดียว แต่จะมีมากกว่าหนึ่งทางเลือก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถเลือกว่าเห็นชอบแนวทางไหนมากที่สุด เมื่อเลือกแล้วก็จะมาวิเคราะห์ต่อเนื่องว่า แนวทางนี้ใครมีส่วนได้ ใครมีส่วนเสีย ใครได้รับผลกระทบอย่างไร และจะหลีกเลี่ยงผลกระทบนั้นอย่างไร โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นี่คือกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืน” สินาด กล่าว

SEA เชื่อมระดับโครงการต่างอย่างไร

   สินาด กล่าวว่า ปกติในระดับแผนพัฒนาจะไม่ได้ระบุตัวโครงการอย่างชัดเจน แต่จะระบุว่าทำอย่างไร เช่น ถ้ามีการพูดถึงแนวทางการพัฒนาพลังงานสะอาด ถ้าจะมีโครงการพลังงานสะอาดขึ้นมาก็ถือว่าสอดคล้องกับแผนแม่บท แต่การทำโครงการพลังงานสะอาดก็ต้องทำ EIA เหมือนเดิม ไม่ใช่มี SEA แล้วไม่ต้องทำ EIA เพราะฉะนั้น SEA เป็นแนวทางในการออกแบบโครงการของหน่วยงานต่าง ๆ

“ก็เป็นความท้าทายที่จะนำไปใช้ให้ได้ผล เพราะมีหลายหน่วยงานที่จะเกี่ยวข้อง เช่น จังหวัดหรือหน่วยงานอื่นที่มีงบประมาณของตัวเอง และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่ใช่ภาคประชาชนอย่างเดียว แต่ยังมีภาคเอกชน ผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและท้องที่ ผู้นำศาสนา ผู้นำทางจิตวิญญาณ เป็นต้น และผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลายนั้นแต่ละคนจะมีบทบาทอย่างไร” สินาด กล่าว

คนเห็นต่างคุยกันได้ รับรู้ข้อมูลเท่ากันผ่านกระบวนการ

    สินาด เปิดเผยว่า ทั้ง 2 จังหวัดที่จัดเวทีมา พบว่า ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมสนใจอยากจะมีส่วนร่วมมาก เพราะกระบวนการ SEA เป็นการจัดเวทีหลายครั้ง เปิดโอกาสให้คนได้เข้าร่วมหลายรอบ มีโอกาสที่ข้อเสนอจะเห็นผลก่อนนำไปใช้จริง การระดมความเห็นแล้วก็นำไปร่างเนื้อหาแล้วนำกลับมาขอความเห็นอีก นี่เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมสนใจมาก

“สิ่งที่รู้สึกค่อนข้างดีมากๆ คือ กลุ่มคนที่มีความเห็นต่างกันได้คุยกันตรงไปตรงมา ก็นั่งคุยกันได้ ต่างจากความคิดเห็นที่ออกไปในทางสื่อจะเป็นแบบความขัดแย้ง แต่เมื่ออยู่ในกระบวนการอย่างแท้จริงโดยให้ทุกคนได้แสดงความเห็นโดยไม่มีการปิดกั้นอะไร ทุกคนก็คุยกันได้ คิดว่าก็เป็นนิมิตใหม่ที่ดีว่า ถ้าเราสามารถรักษาบรรยากาศการพูดคุยลักษณะนี้ได้เพราะเป็นคนในพื้นที่เดียวกัน และจัดในลักษณะที่เป็นมิตรด้วย” สินาด กล่าว โดยทั่วไปการทำแผนแม่บทที่ใช้กระบวนการ SEA มีความเป็นวิชาการสูงมาก มีหลักการ มีแหล่งอ้างอิงทั้งหมด ข้อมูลทุกอย่างทุกคนจะได้เห็นเหมือนกัน มีอะไรบอกทั้งหมดช่วยให้ความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน จะช่วยให้ผ่อนคลายได้มากขึ้น เพราะไม่แอบแฝงอะไร

     ที่ผ่านมามีการทำแผนโดยใช้กระบวนการ SEA มาแล้วหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นของกรมทรัพยากรน้ำ คือการทำแผนพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำ บางพื้นที่ลุ่มน้ำก็อาจจะใหญ่กว่าหนึ่งจังหวัดเช่นพื้นที่ลุ่มน้ำมูลที่มีหลายจังหวัดกระบวนการ SEA จะแก้ปัญหาความขัดแย้งได้หรือไม่ ดร.สินาด กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เข้ามาร่วมและทีมศึกษาเองจะสามารถสร้างบรรยากาศที่ทำให้รู้สึกว่ามีความโปร่งใส เปิดให้รับฟังความคิดเห็นอย่างจริงจังหรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาสภาพัฒน์ก็เห็นว่าทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ทำอย่างเต็มที่แล้ว เปิดให้ทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับโครงการเดิมได้เข้ามาทุกครั้ง และข้อมูลต่างๆ ทุกคนก็ได้ดู และสามารถมีส่วนร่วมรับฟังความคิดเห็นทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook, LINE ได้ตลอดเวลา “ส่วนผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรนั้นก็ยังมองในแง่ดีว่า ถ้าเราทำกระบวนการแบบนี้ไปเรื่อยๆ ให้เขาได้คุยกันจริงๆ ก็น่าจะทำให้เกิดจุดร่วมบางอย่างได้ แต่เขาจะเปลี่ยนจุดยืนหรือไม่ก็ไม่กล้าที่จะคาดหวังมาก เราคาดหวังตัวเองดีกว่าการทำงานตามหลักวิชาการที่ควรจะเป็นในการทำแผนด้วยกระบวนการ SEA ที่ให้ทุกคนจะได้ข้อมูลเหมือนกัน และทุกคนยอมรับร่วมกัน ส่วนการใช้ประโยชน์จะเป็นอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคนแต่ละกลุ่ม” สินาด กล่าว

ที่มา : ประชาไท